อาหารเสริม ทุกข้อมูลเกี่ยวกับ ยา อาหารเสริม

อาหารเสริม ทุกข้อมูลเกี่ยวกับ ยา อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก

แคลเซียม คืออะไร? มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร

แคลเซียม ถือได้ว่าเป็นเกลือแร่ที่มีมากที่สุดในร่างกายของมนุษย์เรา โดยแคลเซียมนั้นจะมีทั้งหมดในร่างกาย 99% เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระดูก และ ฟัน ซึ่งแคลเซียมอีก 1% นั้นก็จะอยู่ในบริเวณเนื้อเยื่อต่างๆ หรือ ของเหลวต่างๆในร่างกาย ที่จะช่วยในการควบคุมการทำงานของระบบประสาท และ กล้ามเนื้อ รวมไปถึงหัวใจก็จะมีการควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ และ จะช่วยในเรื่องของกระตุ้นการเพื่อทำหน้าในการส่งผ่านระบบประสาท จึงถือได้ว่าเป็นธาตุที่มีความจำเป็นในการช่วยให้เลือดแข็งตัว ซึ่งหญิงมีครรภ์ และ หญิงที่ให้นมบุตร รวมไปจนถึงทารกที่กำลังเจริญเติบโตไปจนถึงวัยรุ่นก็ควรรับประทานแคลเซียมให้มากกว่าปกติ

แคลเซียม มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร วันนี้มีคำตอบ

แคลเซียมจะมีความสำคัญในการสร้างกระดูก และ ฟัน เป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้กระดูก และ ฟันนั้นมีความแข็งแรงมากขึ้น โดยจะพบได้ว่าในเถ้ากระดูกจะมีแคลเซียมอยู่ร้อยละ 50 ซึ่งพบว่าจัดอยู่ในรูปของแคลเซียมไตรฟอสเฟต ร้อยละ 85 แคลเซียมคาร์บอเนตร้อยละ 12 และ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ ร้อยละ 3 และ นอกจากนี้สารประกอบของแคลเซียมส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในตอนปลายของกระดูกที่เรียกว่า ทราเบคูลาร์ ซึ่งหากร่างกายได้รับปริมาณของแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอ ทราเบคูลาร์ ก็จะเกิดการพัฒนา และ ทำให้ส่วนปลายของกระดูกนั้นมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญยังช่วยให้ระบบของแคลเซียมในเลือดนั้นเกิดความสมดุลอยู่ตลอดเวลา และ นอกจากนี้คนเราก็มักจะมีความหนาแน่นของกระดูกอยู่มาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในช่วงอายุ 25-30 ปี และ ผู้ชายที่อยู่ในช่วงอายุ 30-35 ปี โดยหลังจากอายุดังกล่าวแล้วเนื้อกระดูก และ ฟันที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบก็ค่อยๆเสื่อมสภาพลงไป ก็เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวมีการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมากกว่าการดึงเอาแคลเซียมเข้าไปนั่นเอง

ความหนาแน่นของกระดูก และ ฟันก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะตัวแคลเซียมนั้นมีความจำเป็นต่อกระดูก และ ฟันเป็นอย่างมาก หากเมื่อฟันขาดแคลเซียมก็จะทำให้เกิดอาการฟันโยก หรือ อาการฟันหลุดได้ง่ายขึ้นนั่นเอง หากเมื่อกระดูกขาดแคลเซียมก็จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่ายอีกด้วย ซึ่งในช่วงของวัยผู้สูงอายุก็จะเห็นได้ชัดว่าอาการของโรคกระดูกพรุน และ อาการของโรคกระดูกเปราะบางหักง่ายในวัยของผู้สูงอายุนั้นเกิดจากการขาดแคลเซียม ซึ่งควรเน้นในเรื่องของการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และ ควรหมั่นออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ เพื่อช่วยลดสาเหตุที่เป็นตัวการในการทำลายกระดูก และ ช่วยลดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในเรื่องของกระดูกได้เช่นกัน

ร่างกายของคนเรานั้นสามารถทำการดูดแคลเซียมได้ในบริเวณของลำไส้เล็กตอนต้น โดยจะทำหน้าที่ดูดซึมในปริมาณ 30-40 ของปริมาณที่บริโภค และ ที่เหลือก็จะทำการขับออกมาทางอุจจาระ หรือ ปัสสาวะเพียงเล็กน้อยนั่นเอง นอกจากนี้ในกรณีที่เรารับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงก็จะทำให้มีการขับถ่ายแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมากขึ้น โดยจะหยุดการดูดซึมตรงส่วนร่างของลำไส้และ ตรงส่วนที่อาหารมีสภาพเป็นด่าง

นอกจากนี้แคลเซี่ยมก็อยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถละลายน้ำในลำไส้ได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้การดูดซึมงั้นแย่ลง โดยความสำคัญ และ ความสามารถในการดูดแคลเซียมของลำไส้ก็จะขึ้นอยู่กับปริมาณของวิตามินดีที่ได้รับอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามหากปริมาณของแคลเซียมที่ได้รับจากอาหารนั้นมีปริมาณน้อยมาก ซึ่งในขณะที่วิตามินดีมีมากเพียงพอก็จะเกิดการยืมแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ซึ่งจะส่งผลให้เป็นโรคกระดูกอ่อนตามมาได้เช่นกัน

เมื่อร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกินไป ตัวแคลเซียมส่วนนี้ที่ไม่ได้ถูกดูดซึมก็จะเข้าไปทำการจับตัวกับไขมัน และ อาจจะไปทำการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้องอกในลำไส้จนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้ในที่สุด ซึ่งงานวิจัยของ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน ก็พบว่าคนไทยจะมีเยื่อชนิดหนึ่งที่ทำให้ร่างกายนั้นสามารถทำการดูดซึมแคลเซียมได้ดี และ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในขณะที่คนตะวันตกนั้นมียีนส์ชนิดนี้อยู่แค่ร้อยละ 23 เท่านั้น

ความต้องการแคลเซียมของแต่ละวัยก็จะมีความแตกต่างกันไป ซึ่งในวัยเด็กก็ควรได้รับปริมาณแคลเซียมในปริมาณ 600 มิลลิกรัมต่อวัน และในวัยรุ่นก็ควรได้รับปริมาณของแคลเซียม 1,000-1,500 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนในวัยของผู้ใหญ่นั้นก็จะต้องการได้รับปริมาณของแคลเซียมอยู่ที่ 800-1,000 ต่อวัน และ ในขณะที่หญิงตั้งครรภ์นั้นก็ต้องการแคลเซียมสูงถึง 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน ในกลุ่มของผู้สูงอายุและ วัยทองก็จะต้องการปริมาณของแคลเซียมมากที่สุดโดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ปริมาณ 1,500-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะฉะนั้นการสะสมปริมาณแคลเซียมก็ควรเริ่มตั้งแต่ในวัยเด็ก โดยทำได้โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณของแคลเซียมสูง อาทิเช่น นมผักผลไม้ และ ถั่วเมล็ดแห้งเป็นต้น